" คุณธรรมเป็นมาตรฐาน บริการด้วยใจ "

Opening Hours : open 24 hours, every day
Contact : 02 055 6555 , 02 901 8400 ถึง 8

ระวัง! อาการปวดท้องธรรมดา อาจไม่ธรรมดา เสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี – ท่อน้ำดี”

ระวัง! อาการปวดท้องธรรมดา อาจไม่ธรรมดา เสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี – ท่อน้ำดี”

ระวัง! อาการปวดท้องธรรมดา อาจไม่ธรรมดา เสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี – ท่อน้ำดี”

อาการปวดท้องหลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงอาการจากอาหารไม่ย่อย หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง แต่ในบางกรณี อาจเป็นสัญญาณของ “นิ่วในถุงน้ำดี” หรือ “นิ่วในท่อน้ำดี” ซึ่งหากมีอาการเป็นซ้ำบ่อย ปวดต่อเนื่องนานผิดปกติ หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุอย่างเหมาะสม ที่อาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ หรือการติดเชื้อในท่อน้ำดี

ทำความรู้จัก “น้ำดี” และการเกิดนิ่ว
น้ำดี (Bile) คือของเหลวสีเหลืองหรือเขียวที่ผลิตจากตับ แล้วไหลผ่านท่อน้ำดีไปเก็บพักไว้ใน “ถุงน้ำดี” ก่อนถูกส่งต่อไปยังลำไส้เล็กส่วนต้น เพื่อช่วยย่อยไขมันในอาหาร เมื่ออายุเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว รับประทานอาหารไขมันสูง มีภาวะอ้วน โรคเบาหวาน หรือได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น จากการตั้งครรภ์หรือยาคุมกำเนิด อาจทำให้สมดุลของน้ำดีผิดปกติ จนเกิดการตกตะกอนและกลายเป็น “นิ่ว” ได้

นิ่วในถุงน้ำดี คืออะไร ?
นิ่วในถุงน้ำดีพบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงอายุ 40–50 ปี และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เกิดจากการตกตะกอนของสารต่าง ๆ ในน้ำดี เช่น คอเลสเตอรอล บิลิรูบิน และแคลเซียม จับตัวกันเป็นก้อนนิ่วขนาดต่าง ๆ ภายในถุงน้ำดี

อาการที่พบบ่อย
• ปวดหรือแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือบริเวณลิ้นปี่
• จุกแน่นหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารไขมันสูง
• คลื่นไส้ อาเจียน
• ท้องอืด ท้องเฟ้อ
• แสบร้อนกลางอก คล้ายกรดไหลย้อน
• อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ และกลับมาเป็นซ้ำได้
หากมีอาการปวดต่อเนื่องนานเกิน 1–2 ชั่วโมง โดยเฉพาะร่วมกับมีไข้ ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะถุงน้ำดีอักเสบ

วิธีการรักษานิ่วในถุงน้ำดี

การผ่าตัดส่องกล้องถุงน้ำดี (Laparoscopic Cholecystectomy)เป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบัน โดยแพทย์จะเจาะแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง เพื่อสอดกล้องและเครื่องมือผ่าตัดเข้าไป ช่วยให้มองเห็นอวัยวะภายในได้ชัดเจน รักษาได้ตรงจุด แผลเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย และช่วยลดระยะเวลาพักฟื้น

การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง มักใช้ในกรณีที่มีการอักเสบรุนแรง ถุงน้ำดีแตก ติดเชื้อรุนแรง หรือมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถผ่าตัดส่องกล้องได้ โดยใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าการผ่าตัดส่องกล้อง

ระวัง! อาการปวดท้องธรรมดา อาจไม่ธรรมดา เสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี – ท่อน้ำดี”

นิ่วในท่อน้ำดี: ภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

นิ่วในท่อน้ำดี อาจเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดีหลุดลงมาอุดตัน หรือเกิดขึ้นภายในท่อน้ำดีเอง ซึ่งมักทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินน้ำดี และนำไปสู่อาการที่รุนแรงได้
อาการที่พบบ่อย
  • ปวดบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา อาจปวดรุนแรงหรือต่อเนื่อง
  • ปวดต่อเนื่องนานเกิน 1–2 ชั่วโมง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ หนาวสั่น (บ่งบอกการติดเชื้อในท่อน้ำดี)
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้ม

หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น :
• ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
• ติดเชื้อในท่อน้ำดี
• ติดเชื้อในกระแสเลือด
• ภาวะตับอักเสบหรือตับทำงานผิดปกติ

การวินิจฉัยและตรวจหา
• อัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen) ช่วยตรวจหาก้อนนิ่วในถุงน้ำดีและท่อน้ำดี
• CT Scan หรือ MRI ช่วยประเมินความผิดปกติของระบบทางเดินน้ำดีได้ละเอียดมากขึ้น

วิธีการรักษานิ่วในท่อน้ำดี
การรักษาในปัจจุบันคือ การส่องกล้อง ERCP (Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography) โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิด เป็นหัตถการส่องกล้องผ่านทางปาก เพื่อเข้าถึงท่อน้ำดีและนำก้อนนิ่วที่อุดตันออก ช่วยลดการอุดตันและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ในบางรายที่มีทั้งนิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในท่อน้ำดี แพทย์อาจวางแผนรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้องถุงน้ำดีร่วมกับการส่องกล้อง ERCP เพื่อช่วยนำก้อนนิ่วที่อุดตันออก และรักษาต้นเหตุของการเกิดนิ่วได้อย่างเหมาะสม

การรักษานิ่วในถุงน้ำดี (LC) และนิ่วในท่อน้ำดี (ERCP) ด้วยเทคนิคผ่าตัดส่องกล้อง

ป้องกันก่อนเสี่ยงเป็นนิ่ว
• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
• ลดอาหารไขมันสูง และเลือกไขมันดีในปริมาณเหมาะสม
• รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้ และอาหารไฟเบอร์สูง
• ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักเร็วเกินไป
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3–5 วัน ครั้งละประมาณ 30 นาที

นิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในท่อน้ำดี อาจเริ่มต้นจากอาการปวดท้องที่ดูเหมือนไม่รุนแรง แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัย อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ การสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงของภาวะฉุกเฉินได้

หากมีอาการผิดปกติ สามารถเข้ารับการตรวจและปรึกษาแพทย์ได้ที่
โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร. 02-055-6555 ต่อ 0 หรือ
แผนกผู้ป่วยนอกพรีเมียม โรงพยาบาลภัทร-ธนบุรี โทร 02-055-6555 ต่อ 1059, 1060